ARTWORKS ARTISTS BOOKS EXHIBITION BLOG
Art Behind Film

PERSONAL SHOPPER กับ Hilma af Klint ศิลปินผู้นำสารจากโลกวิญญาณผ่านศิลปะนามธรรม

Art Behind Film

PERSONAL SHOPPER กับ Hilma af Klint ศิลปินผู้นำสารจากโลกวิญญาณผ่านศิลปะนามธรรม


Personal Shopper (2016) เป็นผลงานของผู้กำกับหนังอาร์ตเฮาส์ชาวฝรั่งเศส โอลิเวียร์ อัสซายาส (Olivier Assayas) ถึงหนังเรื่องนี้จะมีหน้าหนังเป็นแนวเขย่าขวัญสั่นประสาท และมีเรื่องเกี่ยวกับสิ่งลี้ลับเหนือธรรมชาติ ที่เราเรียกกัน ง่ายๆ ว่า หนังผี นั่นแหละ หากแต่มันก็ไม่ใช่หนังผีตุ้งแช่หรือผีหลอกวิญญาณหลอนธรรมดาดาษๆ ที่มีให้เห็นเกลื่อนกลาดทั่วไป ถ้าจะให้ดีน่าจะเรียกว่าเป็นหนังผีที่แปลกใหม่และเต็มเปี่ยมไปด้วยศิลปะภาพยนตร์ ตามประสาคนทำหนังฝรั่งเศส จนทำให้เราอยากนิยามมันว่าเป็น หนังผีประเทืองปัญญาที่เต็มเปี่ยมไปด้วยรสนิยมทางศิลปะ เสียมากกว่า 

ภาพจากหนัง Personal Shopper (2016)

ภาพวาดที่ แขวนอยู่บนผนังด้านหลังมัวรีนในฉากนี้ ดูเหมือนจะเป็นภาพที่ ทําขึ้นมาใหม่ในรูปแบบศิลปะนามธรรมแบบเดียวกับภาพวาด ของ ฮิลม่า อัฟ คลินต์ ศิลปินที่ถูกพูดถึงในหนัง

ภาพจากหนัง Personal Shopper (2016) ที่มัวรีนเสิร์ชหาผลงานของฮิลม่า อัฟ คลินต์ ในสมาร์ทโฟน

ภาพจากหนัง Personal Shopper (2016) ที่มัวรีนเปิดดูภาพผลงานของ ฮิลม่า อัฟ คลินต์ ในหนังสือ

Personal Shopper เล่าเรื่องราวของ มัวรีน(คริสเตน สจวร์ต) สาวอเมริกันผู้ประกอบอาชีพผู้ช่วยที่ทำหน้าที่ช็อปปิ้งให้กับ ไคร่า เซเลปสาวชาวยุโรป มัวรีนเดินทางไปทั่วยุโรปเพื่อช็อปปิ้งเสื้อผ้า เครื่องแต่งกายและเครื่องประดับราคาแพงให้กับไคร่า ก่อนหน้านี้ ลิวอิส พี่ชายฝาแฝดของเธอที่อาศัยอยู่ที่ฝรั่งเศสเสียชีวิตลงจากอาการป่วยทางกรรมพันธ์เช่นเดียวกันกับเธอ ทั้งคู่มีความสนใจเกี่ยวกับสิ่งลี้ลับ และเชื่อว่าตนเองมีสัมผัสที่หกและมีความเชื่อมโยงกับโลกวิญญาณ นี่เป็นเหตุผลที่เธอยื้อเวลาอยู่ในยุโรปเพื่อรอคอยสัญญาณการติดต่อจากพี่ชายของเธอจากโลกหลังความตาย ไม่นานหลังจากนั้น เธอก็ได้สัมผัสกับสิ่งลี้ลับที่คล้ายวิญญาณ ซึ่งเธอก็ไม่แน่ใจว่ามันคือพี่ชายของเธอหรือไม่?

นอกจากงานกำกับอันละเมียดละไม การถ่ายภาพที่หมดจดงดงาม ฉากและงานสร้างอันประณีตบรรจง และการแสดงอันยอดเยี่ยมของเหล่านักแสดงในหนัง (โดยเฉพาะอย่างยิ่ง คริสเตน สจวร์ต ที่เจิดจรัสจนทำให้เราลืมภาพลักษณ์หญิงสาวจอมอึกอักกระอักกระอ่วนใน หนังชุดแวมไพร์ ทไวไลท์ ที่ติดตัวเธอมาตลอดได้อย่างสิ้นเชิง) จนส่งให้ตัวหนังได้เข้าชิงในสายประกวดหลักของเทศกาลหนังนานาชาติที่เมืองคานส์ปี 2016 และส่งให้อัสซายาสคว้ารางวัลผู้กำกับยอดเยี่ยมมาครอง 

องค์ประกอบอันสำคัญอีกอย่างในหนังเรื่องนี้ก็คือการหยิบยกเอางานศิลปะมาเป็นส่วนสำคัญของเนื้อหาในหนังอีกด้วย และบังเอิญว่างานศิลปะที่ว่านั้นก็เป็นผลงานของศิลปินที่มีความสำคัญอย่างมากต่อโลกศิลปะคนหนึ่ง ศิลปินผู้นั้นมีชื่อว่า 

ฮิลม่า อัฟ คลินต์ (Hilma af Klint)

ศิลปินหญิงชาวสวีเดนผู้ได้รับการยอมรับว่าเป็นผู้บุกเบิกงานศิลปะนามธรรม (Abstract Art) เป็นคนแรกๆ ของโลก ด้วยความที่ภาพวาดแบบนามธรรมที่เธอทำขึ้นในช่วงต้นศตวรรษที่ 20 นั้นถูกทำขึ้นก่อนผลงานศิลปินคนแรกๆ ที่ได้ชื่อว่าทำงานศิลปะแนวนามธรรมอย่าง วาสซิลี คานดินสกี้ หรือคาซิมีร์ มาเลวิช เสียอีก 

ในยุคสมัยปัจจุบัน เราอาจทำความเข้าใจกับผลงานศิลปะของ ฮิลม่า อัฟ คลินต์ ในบริบทของงานศิลปะสมัยใหม่ที่เสาะหารูปทรงและการแสดงออกใหม่ๆ ที่ได้รับอิทธิพลจากแนวคิดเกี่ยวกับจิตวิญญาณ การเมือง และแนวคิดทางวิทยาศาสตร์ที่มีพัฒนาการอย่างมาก ในช่วงต้นศตวรรษที่ 20 เราสามารถพบเห็นงานศิลปะที่มีความสนใจในเรื่องราวเกี่ยวกับจิต วิญญาณจากศิลปินในยุคสมัยเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็นศิลปินอย่าง วาสซิลี คานดินสดี้, พีท มองเดรียน (Piet Mondrian) คาซิมีร์ มาเลวิช ฯลฯ ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากกระแสเคลื่อนไหวเกี่ยวความคิดด้านปรัชญาที่ยึดหลักเทววิทยา แต่อย่างไรตาม การเปลี่ยนผ่านไปทำงานแบบนามธรรมและศิลปะไร้รูปลักษณ์ของ ฮิลม่า อัฟ คลินต์ นั้นเกิดขึ้นโดยไม่ได้มีความเกี่ยวข้องเชื่อมโยงกับกระแสเคลื่อนไหวของศิลปะสมัยใหม่ในยุคนั้นอย่างสิ้นเชิง 

Svanen (The Swan), nr 17, Group 9, Series SUW, (ตุลาคม 1914 - มีนาคม 1915), ฮิลม่า อัฟ คลินต์, สีน้ํามันบนผ้าใบ

The Ten Largest No. 3, Youth, Group 4 (1907), ฮิลม่า อัฟ คลินต์, สีน้ํามันบนผ้าใบ

Altarpiece No. 1, Group 10 (1907), ฮิลม่า อัฟ คลินต์, สีน้ํามันบนผ้าใบ

Group IX/UW, No. 25, The Dove, No. 1. (1915), ฮิลม่า อัฟ คลินต์ , สีน้ํามันบนผ้าใบ

The Swan, No. 18 (1915), ฮิลม่า อัฟ คลินต์ , สีน้ํามันบนผ้าใบ

The key to the work up to this point (1907), ฮิลม่า อัฟ คลินต์ , สีน้ํามันบนผ้าใบ

ผลงานศิลปะของ ฮิลม่า อัฟ คลินต์ นั้นเกี่ยวข้องกับเรื่องราวของจิตวิญญาณโดยตรง ซึ่ง “จิตวิญญาณ” ที่ว่านี้ก็ ไม่ได้หมายถึงจิตวิญญาณในการทำงานศิลปะแบบเดียวกับ ที่คุณเฉลิมชัยชอบพูดบ่อยๆ หากแต่เป็นวิญญาณและสิ่งลี้ลับเหนือธรรมชาติ หรือที่เราเรียกกันง่ายๆ ว่า “ผี” นั่นแหละ 

ว่ากันว่า มีเหตุการณ์หนึ่งที่ส่งผลกระทบต่อการทำงาน ศิลปะของเธอ นั่นก็คือในปี 1880 น้องสาวของเธอเสียชีวิตลง และนั่นเป็นครั้งแรกที่มิติทางจิตวิญญาณในชีวิตของเธอเริ่มต้นพัฒนาขึ้นมา จนกระทั่งในปี 1886 เธอก็ละทิ้งการวาดภาพแบบประเพณีนิยมที่เธอร่ำเรียนมา และหันเหมาสู่สิ่งที่เธอสนใจหลงใหล นั่นก็คือเรื่องราวของโลกที่มองไม่เห็นที่ซ่อนอยู่เหนือธรรมชาติ 

เธอรวมตัวกับศิลปินหญิงอีกสี่คนก่อตั้งกลุ่มศิลปินใน ชื่อ “De Fem” (The Five) อย่างเงียบๆ พวกเธอดำเนินพิธีกรรมติดต่อกับโลกวิญญาณและสิ่งลี้ลับเหนือธรรมชาติ ซึ่งพวกเธอเชื่อว่าวิญญาณเหล่านั้นต้องการที่จะสื่อสารผ่านการวาดภาพ 

พวกเธอทำการบันทึกเอาไว้ในหนังสือเกี่ยวกับระบบการทำงานศิลปะรูปแบบใหม่ที่ได้รับการถ่ายทอดความคิดอัน ลี้ลับที่อยู่ในรูปแบบของสารหรือถ้อยคำจากจิตวิญญาณอัน สูงส่งที่เธอเรียกว่า “The High Masters” หรือ “เหล่าปรมาจารย์ผู้สูงส่ง”

ในการทำงานศิลปะร่วมกับกลุ่ม The Five ฮิลม่า อัฟ คลินต์ ได้คิดค้นการทดลองวาดภาพแบบอัตโนมัติในช่วงปี 1896 (ซึ่งเธอทำขึ้นมาก่อนเทคนิคการวาดเส้นแบบอัตโนมัติ (Automatic drawing) ของศิลปินกลุ่มเซอร์เรียลลิสม์เป็นเวลาหลายสิบปีเลยด้วยซ้ำ) ซึ่งนำเธอไปสู่การสร้างสรรค์ภาษาภาพที่ใช้รูปทรงเรขาคณิตที่มีความสามารถในการสร้างกรอบความคิดจากพลังที่มองไม่เห็นทั้งจากโลกภายในและโลกภายนอก 

โดยเธอรู้สึกว่าเธอถูกกำกับโดยพลังอำนาจลึกลับบางอย่างที่ชี้นำมือของเธอให้วาดภาพ เธอเขียนบันทึกเอาไว้ว่า 

“ภาพเหล่านี้ถูกวาดผ่านตัวฉันด้วยพลังอันยิ่งใหญ่ โดยไม่ได้มีการร่างภาพเลยแม้แต่น้อย ตอนที่วาด ฉันไม่รู้เลยด้วยซ้ำว่าภาพวาดเหล่านี้เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับอะไร อย่างไรก็ตาม ฉันทำงานด้วยความรวดเร็วและแน่นอน โดยไม่มีการลังเลหรือเปลี่ยนทิศทางของฝีแปรงเลยแม้แต่ครั้งเดียว 

ฮิลม่า อัฟ คลินต์ วาดภาพชุดนี้ออกมา 193 ภาพ ที่ถูกจำแนกหมวดหมู่ออกเป็นกลุ่มย่อยๆ หลายกลุ่ม ในบรรดานั้นมีภาพวาดจำนวนสิบชิ้นที่มีขนาดใหญ่กว่า 3 เมตร (ซึ่งถูกเรียกว่า The Ten Largest) ภาพวาดเหล่านี้มีความสดใหม่และสุนทรียะอันแปลกตา ด้วยเส้นสายอันรวดเร็วและฉับไว ไม่ว่าจะเป็นภาพวงกลมที่ถูกแบ่งซอยเป็นส่วนๆ รูปเกลียวที่ถูกแบ่งเป็นแถบสีสเปกตรัม สัญลักษณ์ ตัวอักษร และถ้อยคำ ภาพวาดในชุดนี้ของเธอมักแสดงให้เห็นถึงความเป็นแผนภาพ ความสมมาตร ภาวะของความเป็นคู่ การพึ่งพาอาศัยกันและกัน การขึ้นและลง ข้างนอกและข้างใน เรื่องทางโลกและเรื่องของความลี้ลับ 

เมื่อเธอทำผลงานชุดนี้เสร็จสิ้นลง การชี้นำจากพลังอำนาจลึกลับก็สิ้นสุดลง อย่างไรก็ตาม เธอก็ยังคงวาดภาพแบบนามธรรมต่อไป เธอค้นพบหนทางใหม่ในการแสดงออกทางการวาดภาพ เธอพัฒนาภาษาศิลปะขึ้นใหม่ ภาพวาดของเธอมีความเป็นอิสระจากอิทธิพลภายนอกมากขึ้น แต่โลกของจิตวิญญาณก็ยังเป็นแรงบันดาลใจหลักในการสร้างสรรค์ของเธอไปจนตลอดชีวิต 

ตลอดชีวิตของฮิลม่า อัฟ คลินต์ เฝ้าค้นหาทางที่จะทำความเข้าใจกับความลี้ลับที่เธอเคยได้สัมผัสผ่านการ ทำงานศิลปะของเธอ เธอเขียนบันทึกเกี่ยวกับความคิดและ การศึกษาเรื่องราวเหล่านี้เอาไว้กว่า 150 เล่ม 

ฮิลม่า อัฟ คลินต์ ไม่เคยกล้าแสดงภาพวาดแบบนามธรรมของเธอสู่สาธาณะเลยแม้แต่ครั้งเดียว เธอเชื่อว่ายุคสมัยนั้นยังไม่พร้อมที่จะเข้าใจมัน โดยระบุเงื่อนไขเอาไว้ว่า ผลงานศิลปะนามธรรมของเธอจะต้องไม่ถูกแสดงสู่สาธารณะเป็นเวลาอย่างน้อย 20 ปี หลังจากการเสียชีวิตของเธอ 

หลังจากที่เธอเสียชีวิตในปี 1944 ด้วยวัย 82 จาก อุบัติเหตุบนท้องถนน ผลงานศิลปะนามธรรมของเธอที่ประกอบด้วยภาพวาด 1,200 ภาพ บทความกว่า 100 ชิ้น และบันทึกจำนวน 26,000 หน้า จึงถูกเก็บซ่อนเอาไว้อย่างมิดชิด จนกระทั่งในปี 1986 สี่สิบกว่าปีให้หลังผลงานของเธอจึงถูกจัดแสดงเป็นครั้งแรกนิทรรศการ The Spiritual in Art, Abstract Painting 1890-1985 ในลอสแองเจลิส ตามมาด้วยอีกหลายนิทรรศการ งานศิลปะนามธรรมอันน่าตื่นตะลึงของเธอจึงได้ปรากฏสู่สายตาของสาธารณชนในที่สุด 

ในปัจจุบัน คอลเล็คชั่นผลงานศิลปะนามธรรมของ ฮิลม่า อัฟ คลินต์ ถูกครอบครองและบริหารโดยมูลนิธิ Hilma af Klint ที่ตั้งอยู่ในกรุงสต็อกโฮล์ม สวีเดน ในปี 2017 บริษัทสถาปนิกสัญชาตินอร์เวย์นำเสนอโครงการสร้างศูนย์แสดงงานของ ฮิลม่า อัฟ คลินต์ ขึ้นในสต็อกโฮล์ม ด้วยมูลค่ากว่า 6 ล้านยูโร 

หลังจากถูกเปิดเผยสู่สาธารณะ ผลงานศิลปะนามธรรมของเธอกลายเป็นแรงบันดาลใจให้กับคนทำงานสร้างสรรค์มากมาย ไม่เพียงแค่ในวงการศิลปะเท่านั้น มันยังเป็นแรงบันดาลใจให้กับห้องเสื้อ Acne Studios ในสต็อกโฮล์ม ในการออกแบบคอลเล็คชั่นฤดูร้อน ในปี 2014 และแน่นอนว่ามันเป็นแรงบันดาลใจอันสำคัญให้กับหนัง Personal Shopper นั่นเอง 

โดยตัวผู้กำกับ โอลิเวียร์ อัสซายาส กล่าวถึงเหตุผลที่เขาหยิบเอาเรื่องราวและผลงาน ศิลปะของ ฮิลม่า อัฟ คลินต์ มาใช้ในหนังเรื่องนี้ของเขาว่า 

“มันเป็นเรื่องของคำถามที่ซับซ้อนและสำคัญในหนัง นักเขียนชาวฝรั่งเศส อ็องเดร มาลโรซ์ (André Malraux) เขียนหนังสือชื่อ The Metamorphosis of the Gods ที่เกี่ยวกับแนวคิดของเขาที่ว่า มีบางสิ่งเกี่ยวกับเรื่องราวของจิตวิญญาณและสิ่งที่เรามองไม่เห็นดำรงอยู่ และเชื่อมโยงกับมนุษย์เราผ่านงานศิลปะ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง งานศิลปะในอดีต หรืองานศิลปะจากวัฒนธรรมเก่าแก่ในทุกมุมโลก ผมเชื่อในแนวคิดนี้ ผมคิดว่ามันเป็นแนวคิดที่ทรงพลังและเปี่ยมความหมายอย่างยิ่ง และผมคิดว่าแนวคิดนี้ยังมีความเกี่ยวข้องเชื่อมโยงกับงานศิลปะสมัยใหม่ (Modern Art) โดยเฉพาะอย่างยิ่ง งานศิลปะนามธรรม (Abstract Art) ที่ได้รับอิทธิพลอย่างลึกซึ้งเกี่ยวกับเรื่องของจิตวิญญาณ ถ้าคุณดูงานของมาเลวิช งานของคานดินสกี้ หรืองานของมองเดรียน

แต่สิ่งที่น่าหลงใหลเกี่ยวกับตัว ฮิลม่า อัฟ คลินต์ คือเธอเชื่อมโยงกับสิ่งเหล่านี้โดยตรง เธอไม่เพียงได้รับอิทธิพลมา แต่เธอเชื่อมั่นอย่างยิ่งว่ามีพลังวิญญาณบางอย่างชี้นำมือของเธอให้วาดภาพ เธอเชื่อเรื่องนี้อย่างสุดหัวใจ และเธอคิดว่าผลงานศิลปะของเธอเป็นอะไรที่อยู่เหนือโลกที่เธออาศัยอยู่ จนเธอไม่เคยแสดงงานของเธอเลย ไม่เพียงเท่านั้น เธอยังตั้งเงื่อนไขว่า ผลงานศิลปะของเธอจะต้องไม่ถูกแสดงสู่สาธารณะเป็นเวลาอย่างน้อย 20 ปี หลังจากที่เธอเสียชีวิต ผมคิดว่าเธอเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของความสัมพันธ์ระหว่างศิลปะกับโลกวิญญาณโดยตรง และในช่วงท้ายของหนัง ผมใช้เรื่องราวของ วิกตอร์ อูโก เพื่อแสดงถึงลักษณะแบบเดียวกัน ที่ศิลปินผู้ยิ่งใหญ่ใช้สิ่งที่พวกเขาจินตนาการเกี่ยวกับโลกวิญญาณเป็นแรงบันดาลใจให้กับงานศิลปะของพวกเขา และผมคิดว่า เมื่อผมมองไปยังเรื่องราวเกี่ยวกับความเชื่อเรื่องจิตและวิญญาณในโลกสมัยใหม่ บางทีศิลปะอาจจะเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุด” 

ที่สำคัญ ตัวนางเอกในเรื่องอย่างมัวรีน ก็ดูจะมีความสนใจและหลงใหลในศิลปะด้วยเหมือนกัน สังเกตได้จากการที่เธอทำงานอดิเรกด้วยการวาดภาพลายเส้นสถาปัตยกรรมบางอย่างที่ดูแล้วสวยไม่ใช่เล่นเลย (ซึ่งภาพที่ว่าก็เป็นผลงานของศิลปินสาวขาประจำที่ทำงานศิลปะประกอบฉากในหนังของอัสซายาสมาโดยตลอด) และฉากในห้องพักของมัวรีนในเรื่องเองก็ตกแต่งด้วยภาพวาดที่ดูคลับคล้ายคลับคลาว่าทำขึ้นมาให้ละม้ายคล้ายกับภาพวาดนามธรรมของฮิลม่า อัฟ คลินต์ อยู่ไม่หยอกเช่นกัน 

เรียกได้ว่าหนังที่เต็มเปี่ยมไปด้วยรสนิยม สุนทรียะ และงานศิลปะเต็มเรื่องแบบนี้ คอหนังผู้รักงาน

ศิลปะคงไม่น่าจะพลาดหนังเรื่องนี้เป็นแน่

ข้อมูล/ภาพ: มูลนิธิ Hilma af Klint สวีเดน, https://goo.gl/twZr11 , บทสัมภาษณ์ โอลิเวียร์ อัสซายาส โดยผู้เขียน อ่านบทสัมภาษณ์ฉบับเต็มได้ที่นี่ https://bit.ly/3dTpOJR

#XSPACE #artbehindfilm #art #movie #personalshopper #olivierassayas #hilmaafklint #abstractart #spiritualism #defem #inspiration #แรงบันดาลใจจากภาพยนตร์ #แรงบันดาลใจจากงานศิลปะ






More to explore