ARTWORKS ARTISTS BOOKS EXHIBITION BLOG
Talk with Artist

ฉันโหยหาความจริงแท้ และผลงานชุดนี้ก็พาฉันย้อนกลับไปหาความเปลือยเปล่าของความรู้สึกที่คลุมเครือครั้งแล้วครั้งเล่า

Talk with Artist

ฉันโหยหาความจริงแท้ และผลงานชุดนี้ก็พาฉันย้อนกลับไปหาความเปลือยเปล่าของความรู้สึกที่คลุมเครือครั้งแล้วครั้งเล่า


ฉันอยากให้ภาพวาดเหล่านี้เป็นเหมือนภาพยนตร์ที่ไม่มีบทสนทนา—มีบางอย่างกำลังเกิดขึ้น แต่ไม่มีใครบอกว่ามันคืออะไร ความหมายอันแผ่วเบาซ่อนตัวอยู่ใต้พื้นผิวของสนามสีที่ถูกจัดวางอย่างประณีต อิสรภาพที่ได้รับการโอบอุ้มไว้ด้วยโครงสร้าง


รบกวนแนะนำตัว

สวัสดีค่ะ พิมพ์ เพิ่มพูลสมบัติ เป็นศิลปินวาดภาพค่ะ

 

การที่คุณพิมพ์มีพื้นฐานจากการเรียนสถาปัตยกรรม หรือว่าเป็นสถาปนิกมาก่อน ในส่วนนี้ได้ช่วยในการทำงานศิลปะของคุณพิมพ์บ้างไหม อย่างไร

พิมพ์จบสถาปัตยกรรมแล้วก็ได้ทำงานด้านนี้ด้วย ประสบการณ์ร่วม ๆ ประมาณ 10 ปี อยู่ในการดีไซต์ การออกแบบอะไรที่เราทำตามเหมือนมันมีกรอบ มี list ต่าง ๆ ที่เราต้อง achieve ให้ได้ ซึ่งสิ่งนี้มันก็ influence กับงานที่เราทำ งานศิลปะด้วย เพราะว่าเรามองว่างานดีไซต์ หรืองานภาพวาดมันมีการใช้ความรู้สึกอาจะเป็นในแง่ที่ต่างกันค่ะ แต่ว่ามันส่งผลในการสร้างงาน หรือว่าแนวทางการคิดมาก ๆ 


Cure for emptiness มีจุดเริ่มต้นอย่างไร

ชุดงานซีรีส์นี้นะคะชื่อว่า Cure for emptiness พิมพ์ว่ามันได้มองกลับทั้ง 2 ด้านค่ะ เหมือนว่า Cure for emptiness มันมาช่วยเยียวยา หรือเติมเต็มความว่างเปล่าในใจของเรา หรือมองในอีกแง่ก็คือเหมือนว่าความว่างเปล่าที่มันออกมาเป็นในทาง visual ที่พิมพ์วาดขึ้นเข้ามามันมาเยียวยาความวุ่นวายในใจของเรามันเป็นได้ทั้ง 2 มุมมอง แล้วก็จุดเริ่มต้นของงานเลยภาพแรกที่พิมพ์วาดมันจะดูไม่ว่างเปล่าสักเท่าไหร่ มันจะค่อนข้างมีหลาย ๆ องค์ประกอบ มีหลาย ๆ เทคนิค ซึ่งสิ่งเหล่านั้นมันก็ได้มาจากช่วงเวลาที่เราปล่อยให้ใจเราไม่ยุ่งเหยิงค่ะ แล้วกลายเป็นว่ามันเข้าไปส่วนลึกในใจที่สุดแล้วสิ่งที่เราไม่เคยรู้ว่ามันอยู่ลึก ๆ ภายใต้เลเยอร์ เปลือกนอก แล้วข้างในมันก็ได้ค้นพบอะไรที่เราไม่รู้ว่ามีอยู่ ซึ่งคิดว่าจุดนั้นเป็นจุดเริ่มต้นของงานชุดนี้ 




คุณพิมพ์นิยามการทำงานของตัวเองเป็นแบบไหน เทคนิคการทำงานที่เลือกมาทำในนิทรรศการครั้งนี้

ชิ้นงานที่อยู่ในนี้ส่วนใหญ่เป็นสีน้ำมันค่ะ ก่อนหน้านี้พิมพ์จะใช้เป็นสี acrylic หรือ mixes media แล้วก็ด้วยความที่เราทำงานมาสักพักประมาณ 3-4 ปีค่ะ ก็คิดว่าสีน้ำมันคาแรคเตอร์ของสีมันเข้ากับเราในช่วงเวลานี้ มันสามารถทำให้เราสื่อแล้วก็บรรจุสิ่งที่เราต้องการสื่อได้ชัดเจนที่สุด ซึ่งก่อนหน้านี้พิมพ์จะเคยพูดถึงกระบวนการทำงานของเรามันเป็น experimental เพราะว่าพิมพ์ไม่ได้เรียนศิลปะมา ดังนั้นเทคนิคต่าง ๆ มันก็อาจจะมาจากการที่เราไปหาเองบ้าง แต่จนถึงตอนนี้ก็คิดว่า ส่วนหนึ่งเลยที่ชอบในการทำงานศิลปะคือพิมพ์ว่ามันมีแบบแผนของมันอยู่แล้วแหละ อย่างเช่น เทคนิคการผสมสีอะไรที่ให้มันได้อย่างที่ใจเราต้องการ แต่ด้วยความที่พิมพ์ไม่ได้สเก็ตภาพ ไม่ได้วางแผนว่าภาพสุดท้ายจะต้องออกมาเป็นอย่างไร ดังนั้นมันเป็นเหมือนเรื่องของการที่เราได้ unfurl แล้วก็ resurface ภาพสุดท้ายระหว่างทาง ระหว่างแต่ละเลเยอร์ที่เราได้ลงสีไปค่ะ ก็เลยคิดว่ามันไม่ได้มี level หรือ destination ที่ชัดเจนเอามาเรียกเทคนิคการทำงานเราขนาดนั้นค่ะ 


ผลงานชุดนี้ได้พาเรามองย้อนกลับไปสู่ความว่างเปล่าใช่ไหม ขณะที่คุณพิมพ์ทำงานครั้งนี้มีความรู้สึกขณะทำอย่างไร

คิดว่าพอภาพเป็นส่วนหนึ่งของตัวเรา ตอนนี้พิมพ์อายุ 31 ถ้าเปรียบเป็นชีวิตคนหมายถึงภาพที่พิมพ์ทำงานมา 3-4 คงเป็นวัยเด็กอยู่ กำลังทำความรู้จักโลกประมาณนี้ค่ะ แต่ก็ว่าน่าจะเป็นจุดที่เริ่มเจอตัวเองมากขึ้นในช่วงนี้ ซึ่งคิดว่าก็คงเปลี่ยนแปลงไปเรื่อย ๆ เหมือนธรรมชาติ เพราะว่า 1 คำที่คนพูดถึงงานพิมพ์ แล้วพิมพ์รู้สึกประทับใจแล้วทำให้เรารู้สึกมีไฟในการทำงานต่อมาก ๆ ค่ะ คือตอนที่เขาบอกว่า มองงานเราแล้วเหมือนมองธรรมชาติอยู่ ซึ่งมองอีกมุมอาจะมองว่าธรรมชาติมีอยู่แล้ววาดสิ่งที่มีอยู่แล้วอีกทำไม ทำไมเราไม่วาดอะไรที่ดูหลุดโลกไม่เคย exist มาก่อนเลย แต่พิพ์ก็เชื่ออะไรที่มันเรียบง่ายและธรรมดา การหาความหมาย หา joy เล็ก ๆ ในสิ่งเหล่านั้นมากกว่า แต่ย้อนกลับมาที่พูดถึงความว่างเปล่าค่ะ พิมพ์ว่ามันเป็นสิ่งที่ใครหลาย ๆ คนไม่คุ้นเคย พอเราล้อมรอบตัวเรา external factor ต่าง ๆ ค่อนข้างเยอะ ข้อมูลต่าง ๆ มันเยอะมาก ถ้าเราได้ลองจุดที่ข้างในใจเราไม่ค่อยมีอะไร หรือจับเราไปอยู่ห้องว่าง ๆ หนึ่งห้องคนเราจะเกิดสภาวะแบบไหน แล้วก็อะไรจะเข้ามาเติมเต็มความว่างเปล่าตรงนั้นค่ะ

พิมพ์คิดว่าภาพที่พิมพ์วาดขึ้นมาสำหรับพิมพ์มันเป็นทั้ง emotional landscape แล้วก็ที่เราจะได้เผชิญหน้ากับมัน เหมือนเป็น atmosphere เป็นพื้นที่หนึ่งที่เราจะได้ปล่อยตัวปล่อยใจเข้าไปในนั้นได้ คือภาพมันอาจจะมีเซนส์ของความที่ไม่ได้มี figurative อยู่ทำให้เราไม่ต้องพยายามเข้าใจค่ะว่าเรื่องราวคืออะไร ก็คือเน้นไปที่เรื่องของความรู้สึกมากกว่า 



ในนิทรรศการครั้งนี้ คุณพิพม์คิดว่าภาพเป็นภาพที่สะท้อนตัวตน หรือการทำงานครั้งนี้มากที่สุด

อาจจะเรียกว่าไม่ใช้สะท้อน แต่ว่าเป็นความประทับใจส่วนแล้วกันค่ะ คือภาพสีเหลืองมีชื่อว่าBreathe และ Skies are blind เหมือนเป็นภาพที่อยู่คู่กัน อันนี้คิดว่ามันเป็นจุดที่เราได้ achieve อะไรบางอย่างที่เราตั้งใจไว้ค่ะ เพราะว่าพิมพ์ไม่เคยจบภาพด้วยสีเหลืองได้มาก่อน พิมพ์มองว่าอย่างหลาย ๆ สีม่วงก็จะเกิดจากสีแดงกับสีน้ำเงินผสมกัน แต่อย่างสีเหลือง ถ้าเราเริ่มต้นด้วยสีเหลืองได้แล้วจะไม่ย้อนกลับมาได้ สีเหลืองที่มีความ naive แล้วก็พิมพ์ว่ามันดูสดใสแบบที่ไม่ขุ่นมัว ถึงแม้ว่าเลเยอร์หลัง ๆ จะมีสีอื่นด้วย พิมพ์ว่าเลเยอร์สุดท้ายของมันทำให้เราประทับใจกับภาพนั้นมากก็เลยตั้งชื่อว่าลมหายใจ เป็นความว่างเปล่าความเงียบที่เราหลับตาแล้วได้ยินแต่เสียงลมหายใจของตัวเองก็เลยคิดว่าทำให้เราได้สัมผัสตัวตนของเรา




นิทรรศการครั้งนี้ต่างจากนิทรรศการครั้งก่อน ๆ อย่างไร

คิดว่าทั้งในแง่ของกระบวนการทำค่ะ คือพิมพ์ใช้เวลานานแต่ละภาพใช้เวลานานกว่าชุดอื่น ๆ ก่อนหน้านี้ที่เคยทำงานมา ในบางครั้งพิมพ์จะให้ค่าในเรื่องของความ spontaneous ในการที่เราจบภาพหนึ่งได้เร็วมาก หลาย ๆ คนชอบถามว่าภาพนี้ใช้เวลาเท่าไหร่ หรือว่าเรารู้ได้อย่างไรว่าจุดไหนว่าเสร็จแล้ว ซึ่งงานชุดนี้ใช้เวลาค่อนข้างมากไม่ได้เกิดการคิดมากนะคะ แต่เกิดจากการค่อย ๆ คิดให้เวลา แล้วก็เป็นจุดที่เรารู้สึกว่า good think take time มากกว่า      ก็เลยในแง่เทคนิคมีความปราณีต ละเอียด อ่อนโยนมากขึ้นค่ะ

 

แนวทางการทำงานที่คิดว่าจะยังคงทำ และอยากพัฒนาต่อ

อย่างงานชุดนี้จะค่อนข้างต่างชุดก่อน ๆ แต่ว่าจุดนี้ที่เราคิดว่าเป็นจุดแรกจริงๆ ที่เราคิดว่าจะพัฒนาตัวเองอยู่ในไข่แต่ตอนนี้เราเริ่งกระเทาะออกมาแล้ว เริ่มพร้อมในหลาย ๆ แง่มากขึ้น ได้เดินทางผ่านการทำงานชุดนี้ ก็เลยคิดว่าคาแรคเตอร์ต่าง ๆ ที่เป็นจุดสำคัญของงานชุดนี้ก็จะมีการ carry on ต่อไป ในการทำงานชิ้นอื่น ๆ ในอนาคต แต่ว่าถ้าในแง่ของแนวคิดการทำงานเช่นว่า เราไม่สเก็ต เราไม่วางแผน แล้วก็ ironment หลัก ๆ ในการใช้สี การสื่ออารมณ์ หรือการซ่อนหมายหมายต่าง ๆ เป็นเพียงแบบนัยยะ แล้วก็ความไม่ชัดเจนในแง่ของการเล่าเรื่องค่ะ สิ่งเหล่านี้คิดว่าเป็นหัวใจหลักที่พิมพ์จะยังคงเขาไว้อยู่ในงานต่อ ๆ ไป

 

ท้ายสุด คุณพิมพ์หวังว่าผู้ชมจะได้อะไรจาการชมผลงานของคุณพิมพ์

อันนี้คิดว่าเป็นคำตอบที่ค่อนข้างยากแล้วก็ไม่ได้รู้สึกว่าเรามีสิทธิมีเสียงด้วยซ้ำว่า ที่จะบอกว่าคนมาดูแล้วต้องรู้สึกดีกลับไปนะ หรือมาดูแล้วเธอต้องชอบศิลปะมากขึ้น เหมือนพิมพ์มองว่าเวลาไปเจอที่ใหม่ ๆ ก็คิดว่างานเหล่านี้คือที่ใหม่ ๆ ที่เพียงแค่ก้าวเข้ามาพิมพ์ก็ดีใจแล้วจะชอบหรือไม่ชอบ การได้ experience สิ่งที่เราไม่เคยสัมผัสมันคือความหมายของการมีชีวิตอยู่ ถ้าเข้ามาแล้วไม่อินไม่ฟีลก็ไม่เป็นไรไม่ใช่ทางของเขา แต่ใครที่เข้ามาแล้ว ideally อย่างให้คนรู้สึกดี เพราะว่าไม่ว่าในใจพิมพ์มีทั้งความเศร้า เสียใจ มีความสุข สุดท้ายแล้วอยากให้ทุกรู้สึกดีค่ะแบบง่าย ๆ งานเราก็เลยค่อนข้างจะเรียบง่าย เป็นสี เป็น geometries ที่เป็นสี่เหลี่ยมถึงจะเป็นงาน abstract ที่บางคนอาจจะบอกเข้าถึงยาก หรือต้องเล่าเรื่องก่อนถึงจะเข้าใจได้ แต่อยากให้คนที่มาชมไม่มีความกดดันว่าจะเข้าใจ เพราะว่าพิมพ์ก็ไม่กดดันตัวเองเหมือนกันตอนทำงาน ความสบาย ๆ เหล่านั้นที่เกิดขึ้นระหว่างเราทำงาน ทำให้เรารู้สึกถึงเราในวันนั้นได้รู้จักตัวเองสักเล็กน้อย มันอาจจะ reflect ไปถึงคนที่มาชมงานพิมพ์ด้วยถ้าเป็นอย่างนั้นได้ก็ดีใจมาก ๆ ค่ะ



Cure for emptiness

นิทรรศการเดี่ยว โดย พิมพ์ เพิ่มพูลสมบัติ

18 กรกฎาคม – 29 สิงหาคม 2026 (จันทร์ – เสาร์ 10:00 – 17:00 น.)

Mini Xspace Gallery ชั้น 1, Bangkok.










More to explore