ARTWORKS ARTISTS BOOKS EXHIBITION BLOG
Art Behind Film

Renoir เทพธิดาแห่งแรงบันดาลใจของศิลปินสองรุ่น

Art Behind Film

Renoir เทพธิดาแห่งแรงบันดาลใจของศิลปินสองรุ่น


ในโลกนี้มีหนังชีวประวัติของศิลปินที่ถูกทำออกมามากมายหลายเรื่อง ที่นอกจากจะให้ความรู้แล้ว ยังสนุกสนานไปกับเรื่องราวและประทับใจไปกับบุคลิกอันน่าทึ่งของศิลปินเหล่านั้นที่ถูกถ่ายทอดลงบนจอภาพยนตร์

หนึ่งในจำนวนนั้นมีหนังในปี 2012 ของผู้กำกับอารมณ์ศิลป์ชาวฝรั่งเศส ชีลส์ บูร์ดัวส์ (Gilles Bourdos) ที่ถ่ายทอดเรื่องราวชีวประวัติของศิลปินเอกของโลกศิลปะอีกคนหนึ่งออกมาให้ชมกัน

หนังเรื่องนั้นมีชื่อว่า Renoir (2012)

ไม่ต้องบอกก็คงรู้กันว่าหนังเรื่องนี้เป็นเรื่องราวของศิลปินคนสำคัญอย่าง ปีแยร์-โอกุสต์ เรอนัวร์* (Pierre-Auguste Renoir) นั่นเอง

เรอนัวร์ เป็นจิตรกรชาวฝรั่งเศสผู้เป็นศิลปินหัวหอกคนสำคัญในกลุ่มอิมเพรสชั่นนิสม์** ด้วยผลงานที่ถ่ายทอดความงดงามอ่อนหวานของธรรมชาติและผู้คน โดยเฉพาะอย่างยิ่งความงามอันเย้ายวนของหญิงสาว ภาพวาดของเขามีความโดดเด่นในเรื่องการใช้แสงอันสดใสเจิดจ้าและสีสันอันเอิบอิ่มชุ่มฉ่ำ ส่วนใหญ่จะมุ่งเน้นในการถ่ายทอดภาพทิวทัศน์และผู้คนในอิริยาบถอันผ่อนคลาย ไม่จงใจจัดแต่งวางท่า โดยเฉพาะอย่างยิ่งภาพเปลือยของหญิงสาวเป็นหัวข้อที่เขาโปรดปรานในการวาดที่สุด เรอนัวร์มักจะนำเสนอรายละเอียดของสีสันผ่านฝีแปรงอันอิสระที่ทำให้ตัวละครในภาพค่อยๆ กลืนเข้ากับสภาพแวดล้อมและหลอมรวมเข้าหากันอย่างนุ่มนวล

Impression, Sunrise, 1873, สีน้ำมันบนผ้าใบ, พิพิธภัณฑ์ Marmottan Monet, ปารีส, ผลงานของ โฆล้ด โมเนต์

เรอนัวร์มีลูกชายสามคน หนึ่งในจำนวนนั้นก็คือ ฌ็อง เรอนัวร์ (Jean Renoir) นักสร้างภาพยนตร์ชื่อดังในยุคหนังเงียบจนถึงยุคหนังเสียง ผลงานอย่าง Grand Illusion (1937), The Rules of the Game (1939) และ The Southerner (1945) ของเขาได้รับการยกย่องจากนักวิจารณ์ว่าเป็นหนึ่งในภาพยนตร์ที่ดีที่สุดเท่าที่เคยมีการสร้างมา และตัวเขาก็ได้รับการยกให้อยู่ในอันดับที่สี่ของผู้กำกับภาพยนตร์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดตลอดกาลที่จัดโดยนิตยสาร Sight & Sound และเป็นหนึ่งในผู้กำกับที่ทรงอิทธิพลที่สุดแห่งศตวรรษที่ 20 ผลงานของเขาเป็นที่รักของผู้กำกับกลุ่มคลื่นลูกใหม่ของฝรั่งเศส (French New Wave) อย่าง ฟรองซัวส์ ทรุฟโฟต์ และ ฌอง ลุค โกดาร์

เรื่องราวในหนัง Renoir เองก็เกี่ยวกับความสัมพันธ์ของพ่อลูกคู่นี้นี่แหละ โดยหนังเล่าเรื่องราวในช่วงฤดูร้อนในปี 1915 ที่ฌ็องกลับบ้านมาอยู่กับปีแยร์-โอกุสต์ผู้พ่อ เพื่อพักฟื้นจากอาการบาดเจ็บจากการร่วมรบในสงครามโลกครั้งที่ 1 และเขาก็ได้พานพบกับหญิงสาวสวยสคราญผู้มีผมสีแดงนางหนึ่ง ผู้ซึ่งทำหน้าที่เป็นนางแบบให้พ่อของเขาวาดภาพ

ซึ่งอันที่จริง จะว่าไปหนังเรื่องนี้ก็ไม่ได้เป็นเรื่องของเรอนัวร์เสียทีเดียวนัก เพราะหนังเองก็โฟกัสเรื่องราวไปที่หญิงสาวคนที่ว่านี้มากกว่า

เธอผู้นี้มีชื่อว่า อองเดร อุซส์ลิง (Andree Heuschling) หรือในชื่อเล่นว่า ดีดี้ (DeeDee) ผู้หญิงที่ว่ากันว่าเป็นนางแบบคนสุดท้ายของเรอนัวร์ผู้พ่อ และเธอผู้นี้นี่เองที่เข้ามาเป็น “Muse” หรือ “เทพธิดาแห่งแรงบันดาลใจ” ผู้จุดไฟสร้างสรรค์ในช่วงบั้นปลายของชีวิตให้กับเรอนัวร์ผู้พ่อ และเป็นแรงดลใจสำคัญในการผลักดันให้เรอนัวร์คนลูกก้าวพ้นจากเงาของผู้เป็นพ่อจนกลายเป็นคนทำหนังที่ยิ่งใหญ่ในกาลต่อมา

“ผมทำหนังเรื่องนี้ให้ อองเดร อุซสลิง” ชีลส์ บูร์ดัวส์ กล่าวขณะให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนเอาไว้ “เธอเป็นจุดเชื่อมโยงระหว่างโลกของศิลปะ (จิตรกรรม) กับโลกภาพยนตร์ และโลกของเรอนัวร์ผู้พ่อกับลูกชาย ด้วยการใช้ผู้หญิงคนนี้เป็นจุดศูนย์กลางของเรื่องราว มันเปิดทางให้เราเข้าถึงโลกของผู้ชายต่างวัยคู่นี้ได้”

เมื่อครั้งที่อองเดรในวัยขบเผาะมาถึงบ้านของ ปีแยร์-โอกุสต์ เรอนัวร์ ผู้พ่อที่กาเนีย ซูร์ แมร์ ในริเวร่า เขากำลังหมองหม่นโศกเศร้ากับการจากไปของภรรยา หวาดผวากับการที่ลูกชายต้องเข้าร่วมรบในสงคราม และต้องเผชิญหน้ากับความทุกข์ทรมานจากอาการไขข้ออักเสบจนทำให้แทบจะเป็นอัมพาต หญิงสาวผู้มีจิตวิญญาณเสรีผู้นี้ที่เปิดเผยเรือนร่างอันงดงามโพสท่าให้เขาได้วาดภาพ เธอได้ปลุกวิญญาณศิลปินและความกระหายอยากในการมีชีวิตของเขาให้กลับมามีชีวิตชีวาและวาดภาพได้อีกครั้ง เขาพรรณาถึงเธอให้ฌ็องลูกชายฟัง (ในหนัง) ว่า

"ทิเชียน (จิตรกรชั้นครูในยุคเรอเนสซองซ์) คงจะบูชาเธอ .......ถ้าจะมีสิ่งใดสิ่งหนึ่งที่ฉันโปรดปราน เส้นสายอันนุ่มนวลที่เอิบอาบแสงสีทองของเนื้อหนัง นั่นแหละคือทุกสิ่งทุกอย่าง" (บทสนทนาส่วนใหญ่ในหนังได้จากบันทึกของเรอนัวร์ผู้ลูก)

เธอถูกส่งตัวมาหาเรอนัวร์ด้วยคำสั่งของ อลีเนีย ภรรยาผู้ล่วงลับของเขา นัยว่าเป็นของขวัญชิ้นสุดท้ายสำหรับสามีของเธอ แต่ในความเป็นจริงว่ากันว่าเธอไปหาศิลปินอีกคนอย่างมาตีส (Henry Matisse) ก่อน แต่มาตีสบอกกับเธอว่าเธอไม่ใช่มาตีส เธอคือเรอนัวร์ (หมายความว่าเธอเหมาะสมที่จะเป็นนางแบบให้กับเรอนัวร์มากกว่าเป็นให้เขา) ท้ายที่สุดเธอก็กลายมาเป็นนางแบบคนสุดท้ายของเรอนัวร์ หญิงสาวผู้สดใสและเต็มเปี่ยมไปด้วยพลังชีวิตเยาว์วัย ดื้อรั้น ท้าทายราวกับสัตว์ป่าที่ไม่มีวันเชื่อง

“เธอเป็นเหมือนพายุทอร์นาโด เต็มไปด้วยพลังงาน และมีความบ้าระห่ำอยู่ในตัว การมาถึงของเธอทำให้ศิลปินผู้ง่อยเปลี้ยท้อแท้กลับมาเป็นตัวของตัวเอง มันทำให้เขาค้นพบพลังสร้างสรรค์ขึ้นมา เขาไม่ได้แค่ลุกขึ้นมาวาดภาพอีกครั้ง แต่เขาหวนกลับมาเขียนภาพนู๊ดอีกคราเลยทีเดียว”

ในขณะที่ตัว ฌ็อง เรอนัวร์ ลูกชายเองก็บาดเจ็บจากสงครามซมซานกลับบ้านมา และเกือบจะต้องสูญเสียขาและจิตวิญญาณไปสิ้น “เขาเป็นเด็กหนุ่มที่ไม่มั่นใจในตัวเอง ตกงาน การเป็นลูกชายของศิลปินผู้ยิ่งใหญ่อย่างเรอนัวร์ไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับเขา สิ่งที่เขาต้องการคือตัวกระตุ้นที่ผลักดันให้เขามุ่งมั่นในบางสิ่ง และแรงผลักนั้นก็คืออองเดรนั่นเอง ถ้าไม่มีเธอ ฌ็อง เรอนัวร์ อาจจะไม่ได้เป็นคนทำหนังก็เป็นได้”

ทั้งคู่ตกหลุมรักกันตั้งแต่แรกพบ และกลายเป็นคู่รักกันในที่สุด และแล้วเทพธิดาบันดาลใจแห่งศิลปะก็กลายเป็นเทพธิดาบันดาลใจแห่งภาพยนตร์ ด้วยความที่อยากเห็นเธอเป็นดารา ฌ็องตัดสินใจหันเหจากเป้าหมายที่จะเป็นนักทำเซรามิกซ์มาเป็นผู้กำกับภาพยนตร์ ทั้งคู่แต่งงานกัน และร่วมสร้างภาพยนตร์ขึ้นมา โดยมีอองเดรเป็นนักแสดงนำ (เธอเปลี่ยนชื่อเป็น แคทเธอรีน แฮสลิง นัยว่าเพื่อให้คนดูหนังอเมริกันจำชื่อได้ง่ายขึ้น) น่าเศร้าที่ถึงแม้เธอจะเป็นแรงบันดาลใจให้เขาหันมาทำหนัง แต่ความตั้งใจของเขาในการดันให้เธอเป็นดาราดังกลับล้มเหลวโดยสิ้นเชิง หนังส่วนใหญ่ของทั้งคู่ล้มเหลวทั้งในด้านรายได้และคำวิจารณ์ จนเขาแทบจะตัดใจเลิกทำหนัง (โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ผลงานในปี 1926 อย่าง Nana) จนเมื่อทั้งคู่เลิกรากันนั่นแหละ เรอนัวร์จึงค้นพบตัวตนในฐานะคนทำหนังอีกครั้ง

“มันช่างเป็นเรื่องที่ย้อนแย้ง เธอเป็นคนที่เป็นแรงบันดาลใจ เป็นแรงผลักดันให้เขาก้าวพ้นจากร่มเงาชื่อเสียงของผู้เป็นพ่อ แต่ในขณะเดียวกัน เพื่อพัฒนาตัวเองในฐานะคนทำหนัง เขากลับต้องเขี่ยเธอทิ้ง และก้าวต่อไป”

ภายหลังเธอแสดงบทรองในหนังสองสามเรื่อง และมีอาชีพเป็นนักเต้นในช่วงสั้น ๆ ก่อนที่จะละทิ้งวงการบันเทิงอย่างสิ้นเชิง และใช้ชีวิตที่เหลืออยู่นอกสายตาของสาธารณชน เธอเสียชีวิตในวัย 79 ที่ชานเมืองปารีสในวันที่ 28 กันยายน ค.ศ. 1979 ส่วนฌ็อง เรอนัวร์ เสียชีวิตอีกไม่นานต่อมาในปีเดียวกัน

หนัง Renoir (2012) ถ่ายทอดเรื่องราวของจิตกรผู้เป็นหนึ่งในผู้บุกเบิกศิลปะอิมเพรสชั่นนิสม์ในช่วงท้ายของชีวิตได้อย่างหมดจดงดงาม (นี่เป็นหนังเรื่องที่สองที่ถ่ายทอดเรื่องราวของศิลปินผู้นี้ลงบนจอภาพยนตร์ เรื่องแรกสร้างในปี 1915 เป็นการบันทึกภาพเรอนัวร์นั่งวาดภาพของเขาอยู่)

อีกทั้งการแสดงของนักแสดงที่รับบทเรอนัวร์ผู้พ่อ อย่าง มิเชล บูเก้ ศิลปินผู้ยิ่งใหญ่ในวัยโรยรา ผู้ซ่อนไฟแห่งการสร้างสรรค์อันไม่มีวันดับมอดภายใต้ร่างกายอ่อนล้า ทุกขเวทนาจากโรคภัยได้อย่างสมบทบาท (ในฉากแม่บ้านคอยล้างมืออันปูดโปนผิดรูปที่เหมือนกับปุ่มปมของต้นไม้โบราณของเขาด้วยน้ำแช่น้ำแข็งเย็นจัดเพื่อบรรเทาอาการเจ็บปวด หนังตกแต่งมือของบูเก้ออกมาได้เหมือนเรอนัวร์ตัวจริง (ที่เห็นในรูป) มาก) ส่วน แวงซ้อง โรติเยร์ ผู้รับบทเรอนัวร์ผู้ลูก ก็ถ่ายทอดภาพของชายหนุ่มอ่อนต่อโลกผู้ยังค้นหาตัวเองไม่เจอออกมาได้เป็นอย่างดี

และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ตัวละครที่สำคัญไม่แพ้เรอนัวร์พ่อลูกอย่าง อองเดร อุซส์ลิง นางแบบสาวสคราญที่เป็นแรงบันดาลใจของชายสองรุ่นที่สวมบทบาทโดยนักแสดงสาว คริสตา เทเครต ผู้มีวงหน้างดงามราวกับหลุดมาจากภาพเขียน รูปร่างอันอวบอิ่มเย้ายวน บุคลิกอันแจ่มใส เปิดเผยจริงใจ จนไม่น่าแปลกใจเลยว่าทำไมเธอจึงกลายเป็นแรงบันดาลใจให้คนทั้งคู่ได้เช่นนี้

ผนวกกับงานภาพถ่ายอันสวยงามของ มาร์ก หลี่ผิงปิง ที่ถ่ายทอดความงามของทัศนียภาพและเรือนร่างของหญิงสาวด้วยสีสันที่ชุ่มฉ่ำ เอิบอาบด้วยแสงอร่ามเมลืองมลังของฤดูร้อนแบบเดียวกับภาพเขียนอิมเพรสชั่นนิสม์

และที่สำคัญเหล่าบรรดาภาพวาดอันงดงามของเรอนัวร์ในหนัง ซึ่งที่จำลองออกมาอย่างสมจริง ไม่ใช่ภาพที่สร้างจากคอมพิวเตอร์ หากเป็นภาพที่วาดขึ้นจริงจากปลายพู่กันของศิลปินที่ผู้เคยเป็นอาชญากรนักปลอมแปลงรูปอย่าง กาย ริบส์ (Guy Ribs) นั่นเอง เขาเป็นบุคคลที่เหล่าเจ้าของแกลเลอรี่รู้จักเป็นอย่างดี และที่สำคัญ คนพวกนั้นก็ซื้อภาพวาดของเขาด้วย

ชีวิตของริบส์เองก็มีสีสันไม่ใช่น้อย เขาเกิดในซ่อง มีแม่เป็นโสเภณี มีพ่อเป็นนักเลง ตัวเขาเคยเป็นทหารรับจ้างให้กับกองทหารต่างด้าวฝรั่งเศส (French Foreign Legion) เขาหลงใหลและอุทิศตัวให้กับภาพเขียนของศิลปินผู้ยิ่งใหญ่ เขาจำลองภาพเขียนของศิลปินชั้นครูเหล่านั้นแล้วขายให้กับอาชญากรวงการศิลปะเพื่อนำไปหลอกขายต่อในฐานะภาพจริง (แสดงว่าวาดเหมือนมาก) และแทนที่จะลอกเลียนแบบภาพวาด ริบส์สร้างผลงานขึ้นมาใหม่โดยเลียนแบบสไตล์ของศิลปินชื่อดังอย่าง ปิกัสโซ่, ชากาล หรือแม้แต่ เรอนัวร์ และนำไปหลอกขายให้กับนักสะสมต่าง ๆ ซึ่งต่อมาส่งผลกรรมให้ริบส์ที่มีอายุ 61 ปีต้องโทษจำคุกเป็นเวลาสามปี

บูร์ดัวส์ได้เจอกับริบส์ไม่กี่เดือนหลังจากที่เขาออกจากเรือนจำ ริบส์โชว์ตัวอย่างผลงานและรายงานของตำรวจให้เขาดู “มันเป็นภาพวาดเลียนแบบผลงานของเรอนัวร์ที่เหมือนกับของจริงจนแทบแยกไม่ออก ยิ่งเวลามันไปปรากฏอยู่บนจอหนัง คนดูอาจจะคิดไปว่าเรอนัวร์ตัวจริงกำลังนั่งวาดอยู่ก็เป็นได้”

เขาใช้เวลาหกเดือนในการวาดภาพทั้งหมดที่ปรากฏอยู่ในหนัง และก็ไม่ใช่แค่วาดเลียนแบบภาพของเรอนัวร์ที่เคยมีอยู่แล้วขึ้นมาเท่านั้น หากแต่เขาวาดภาพใหม่ในแบบที่เรอนัวร์ “น่าจะทำ” ขึ้นมาด้วย เพื่อการนี้ ริบส์ได้รับสิทธิพิเศษให้เข้าไปดูภาพเขียนของเรอนัวร์ที่เก็บอยู่ในกรุของพิพิธภัณฑ์ออร์แซ (Musée d'Orsay) ที่ไม่ได้จัดแสดงให้คนทั่วไปชม เขามีโอกาสได้ศึกษาผลงานของเรอนัวร์อย่างใกล้ชิดที่สุดเท่าที่เคยเป็นมา ศึกษาเทคนิคที่ทำให้เรอนัวร์เป็นเรอนัวร์อย่างที่เป็นอยู่นั่นเอง

ในหนังจะถ่ายให้เห็นภาพมือของเรอนัวร์เวลาที่ลงฝีแปรงอย่างเชี่ยวชาญกันแบบสด ๆ ในหนัง ซึ่งอันที่จริงมือที่วาดรูปเหล่านั้นเป็นมือของริบส์ (ซึ่งถูกตกแต่งให้เหมือนกับมือของเรอนัวร์) นั่นเอง นอกจากนั้นริบส์ยังช่วยกำกับท่าทางและมือของ มิเชล บูเก้ นักแสดงผู้รับบทเป็นเรอนัวร์ให้เคลื่อนไหวอย่างถูกต้องอีกด้วยเช่นกัน

จัดหนักจัดเต็มเสียขนาดนี้ คอหนังผู้รักศิลปะคงไม่อาจพลาดหนังเรื่องนี้ได้ด้วยประการทั้งปวงแล้วกระมัง!

*อ่านเกี่ยวกับเรอนัวร์ได้ที่นี่ https://bit.ly/347hxyp 

*อ่านเกี่ยวกับอิมเพรสชั่นนิสม์ได้ที่นี่ https://bit.ly/37gqffZ

ข้อมูล/ภาพ : หนังสือ Renoir ผู้เขียน Peter H. สำนักพิมพ์ TASCHEN (2012), เว็บไซต์ outnow.ch/Movies/2012/Renoir/Bilder, https://goo.gl/FijZ6x, https://goo.gl/9gTXPV, https://goo.gl/RozQfo, https://goo.gl/nEhD7b

#WURKON #art #movie #renoir #gillesbourdos #pierreaugusterenoir #andreeheuschling #jeanrenoir #guyribs #แรงบันดาลใจจากภาพยนตร์ #แรงบันดาลใจงานศิลปะ






More to explore